RAIN...RAIN.....RAIN.....RAIN.....So sexy..So hot ..So cute...ect.........

ป้าจุ๋ม
[ 04-05-2007 - 22:25:30 ]







ป้าจุ๋ม
[ 04-05-2007 - 22:40:33 ]







ป้าจุ๋ม
[ 04-05-2007 - 22:43:00 ]







ป้าจุ๋ม
[ 04-05-2007 - 22:44:05 ]







ป้าจุ๋ม
[ 04-05-2007 - 22:48:29 ]







ป้าจุ๋ม
[ 04-05-2007 - 22:51:34 ]







ป้าจุ๋ม
[ 04-05-2007 - 22:52:59 ]







ป้าจุ๋ม
[ 04-05-2007 - 22:55:14 ]







ป้าจุ๋ม
[ 04-05-2007 - 22:58:23 ]







....ป่ายนอนก่อนน๊า...สาวๆๆ... ใครจะเข้ามาคุยเป็นเพื่อน"อาพี"เอ่ยขอให้มีความสุขมั๊กๆๆค่ะ....
ป้าจุ๋ม
[ 05-05-2007 - 10:57:13 ]







ป้าจุ๋ม
[ 05-05-2007 - 10:58:24 ]







ป้าจุ๋ม
[ 05-05-2007 - 11:01:38 ]







ป้าจุ๋ม
[ 05-05-2007 - 11:05:54 ]







งัยๆๆก้อคิดถึง..ยอง เจ...อยู่ดี.....
sa-i
[ 05-05-2007 - 15:36:45 ]







เหออๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
pkan
[ 06-05-2007 - 14:01:33 ]







เอาคำแปล RAIN INTERVIEW ของคุนใหม่ จากพันทิป มาฝากค่ะ

มาแว้วค่ะ คำแปลบทสัมภาษณ์

04.28.2007 ChoSun Times ‘Could it be Rain?’ People don’t really notice me.

Translation:
Krn to Eng: jihoontokki @ rain-usa.com
Eng to Thai : เพ่ใหม่ซก๑Onlyrain-pantip.com
source: [url=http://news.media.daum.net/culture/art/200.../v16548138.html]http://news.media.daum.net/culture/art/200.../v16548138.html[/url]

'นั่นใช่เรนจริง ๆหรือ?' ไม่มีใครสังเกตเห็นผมเลย

หนุ่มเรน (อายุ 26) ผู้ที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกต่อหน้าชั้น เค้าเพิ่งจะกลับจากญี่ปุ่นมาถึงเกาหลีเมื่อคืนนี้เอง ซุปเปอร์สตาร์ระดับโลกคนนี้ต้องเดินทางไปมาอย่างไม่หยุดหย่อนโดยเครื่องบินที่มีรูปใบหน้าของเขาติดอยู่ที่ข้างลำตัวของเครื่อง

ช่วงนี้เค้าไม่มีงานที่ต้องไปโชว์ตัวที่ไหน บรรดาสตาฟของเค้าก็ต้องใช้เวลาถึงสองสามวันจัดประชุมเตรียมการสัมภาษณ์ในวันนี้เพื่อที่ชั้นจะได้เอามาเขียนเกี่ยวกับตารางงานอื่น ๆทั้งหมดของเขา มันเป็นวันที่มีแสงแดดสดใสราวกับว่าเป็นวันเริ่มต้นของฤดูร้อนที่กำลังมาถึง

คำถามแรกที่ชั้นเอ่ยถามหนุ่มน้อยตรงหน้าที่เพิ่งได้พบกันเป็นครั้งแรกก็คือ


คุณอยากทำอะไรในวันที่มีแสงแดดดีๆ อย่างเช่นวันนี้คะ?

"ผมชอบขี่สกู้ตเตอร์หรือไม่ก็มอเตอร์ไซค์นะครับ ผมอยากจะออกไปขี่รถเล่นกับเพื่อน ๆ ของผมในวันนี้ แต่ผมก็มีงานอื่นที่ต้องทำ ผมชอบที่จะออกไปขี่รถเล่นกับเพื่อน ๆ สามหรือสี่คนเสมอ ๆ ครับ"


ซุปเปอร์สตาร์ระดับโลกควรที่จะออกไปขี่รถสกู๊ตเตอร์เล่นแบบนี้หรือคะ?

"เวลาที่ผมออกไปในที่สาธารณะ ผมจะสวมหมวกครับ เพื่อที่ว่าผมจะได้ไม่เป็นที่สะดุดตาของผู้คน แต่ก็มีเหมือนกันนะครับที่พวกเค้าสังเกตเห็นกันว่าเป็นผม ซึ่งผมก็จะแจกลายเซนต์ให้พวกเค้า แต่ส่วนใหญ่แล้วคนเค้ามักจะคิดกันว่า "ไม่น่าจะใช่เรนหรอกนะ" และก็จะเดินผ่านผมไปครับ


หนุ่มเรนคิดถึงแต่เรื่องเต้นรำและร้องเพลงตั้งแต่สมัยเรียนอยู่มัธยมต้น

ตอนที่ชั้นมุ่งหน้าไปยังบรรดาบริษัทเจวายพีที่ตั้งอยู่ที่ Seoul Chung Dam Dong นั้น ชั้นเป็นกังวลมากเพราะชั้นไม่รู้เลยว่า New Breed คืออะไร และชั้นควรจะพูดยังไง ชั้นจินตนาการแม้กระทั่งว่าหนุ่มเรนน่าจะนั่งไขว่ห้างอย่างหยิ่งยะโสอยู่บนเก้าอี้ที่แสนสบาย ๆซักตัวนึง

แต่กลับกลายเป็นว่าหนุ่มเรนเค้ากำลังวุ่นวายกับการจัดเตรียมห้องแต่งตัวเล็ก ๆ ห้องนั้น เค้ากล่าวคำทักทายกับชั้นในท่าทางที่เก้งก้าง และความประทับใจแรกพบที่ชั้นมีต่อเค้าก็คือ เค้าเป็นเหมือนคนที่ชั้นรู้สึกคุ้นเคยและใบหน้าของเค้าก็มีอะไรบางอย่างที่เหมือนเด็ก ๆ



งั้นก็แปลว่าคุณชอบรถมอเตอร์ไซค์ แต่ไม่ชอบร้องเพลง และเต้นรำเท่าไหร่หรือคะ

"เพราะว่าผมร้องเพลงและเต้นรำอยู่แล้วในทุก ๆ วัน นั่นไม่ใช่เพราะว่าผมชอบมันมันอาจจะดูประหลาดที่ผมพูดออกมาแบบนี้ แต่เมื่อถึงจุด ๆ หนึ่ง การร้องเพลงและเต้นรำได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผม ผมเริ่มฝึกซ้อมการเต้นรำและร้องเพลงตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ประมาณปีที่สองของมัธยมต้น ซึ่งก็เป็นเวลาประมาณ 12 ปีมาแล้ว ซึ่งผมพบว่าเวลาส่วนใหญ่ของผมหมดไปกับการร้องเพลง และก็เวลาที่ผมได้เห็นอะไรบางอย่างผมมักจะคิดว่าผมจะเปลี่ยนมันให้เป็นท่าเต้นได้ยังไง อย่างเช่นเวลาที่ผมเห็นชายแก่ที่ถือไม้เท้าเดินผ่านไป ผมก็จะคิดว่าผมจะใช้ไม้เท้านั้นในท่าเต้นได้มั้ย เวลาที่ผมก้าวขึ้นรถ ผมก็จะคิดว่าผมจะสามารถดัดแปลงการขึ้นรถนั้นมาเป็นท่าเต้นได้มั้ย ผมจะคิดเรื่องแบบนี้เสมอ ๆเลยล่ะครับ"

ความเป็นจริงที่ว่าเค้าคิดถึงการเปลี่ยนสิ่งที่เค้าพบเห็นในชีวิตประจำวันมาเป็นท่าเต้นนั้นทำให้ชั้นช็อคพอสมควรเพราะชั้นเองทำแค่พูดถึงสิ่งเหล่านั้นเท่านั้น


งั้นก็แสดงว่าท่าเต้นที่คุณโชว์ให้พวกเราเห็นกันบนเวทีนั้นคุณคิดค้นมันขึ้นมาเองทั้งหมดเลยหรือคะ?

"ส่วนใหญ่ผมจะคิดเองครับ แต่ผมก็จะถามจากผู้รู้ในด้านที่ผมต้องการความช่วยเหลือด้วย ผมมักจะคิดค้นท่าเต้นด้วยตัวเองเสมอ ๆ ครับ"


คุณเริ่มเต้นรำและร้องเพลงมาตั้งแต่คุณยังอายุน้อย ๆ และยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่คุณมีความรู้สึกแตกต่างไปจากตอนนี้ที่คุณทำมันเป็นอาชีพรึเปล่าคะ?

"ผมไม่เคยคิดว่าผมมีอะไรที่พิเศษไปจากคนอื่น ๆ ในโลกนี้เพียงเพราะว่าผมเป็นคนดัง ผมคิดว่าถ้ามันกลายเป็นความรับผิดชอบของผมในฐานะคนที่มีชื่อเสียงแล้วล่ะก็ การเต้นรำและการร้องเพลงอาจจะเป็นเรื่องที่น่าเบื่อสำหรับผมก็ได้

ผมแค่เป็นคน ๆ หนึ่งที่โชคดีที่ได้ทำงานดี ๆ ในฐานะคนที่มีชื่อเสียง ผมร้องเพลงเพราะว่าผมชอบการร้องเพลง และผมเต้นรำก็เพราะผมชอบการเต้นรำ และส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมมีความสุขที่สุดก็คือผมสามารถหาเงินได้จากการทำสิ่ง
ที่ผมรัก อีกด้านหนึ่งก็คือ เพราะว่านี่เป็นงานของผม บางครั้งผมก็รู้สึกกังวลกับมันบ้าง ผมต้องพยายามอย่างหนักและก็ต้องพยายามนำเสนอสิ่งแปลก ๆ ใหม่ ๆ ออกมาให้กับแฟน ๆ เสมอ ถ้าผมหยุดพยายามเมื่อไหร่ คนก็อาจจะหันไปสนใจศิลปินหน้าใหม่คนอื่น ๆ แทนซึ่งนั่นจะทำให้ผมถูกผลักไปอยู่แถวหลังได้ และนี่เป็นสิ่งที่ยากมาก ๆ ในการที่จะทำเพลงใหม่ ๆ ออกมาภายใน 1 หรือ 2 ปี เพื่อ
ที่จะทำให้มันกลายเป็นเพลงยอดนิยมให้ได้"


แล้วมีอะไรบ้างคะที่คุณไม่ชอบ?

"ผมชอบการรับประทานนะครับ แต่อาหารที่ดีต่อสุขภาพเนี่ยะเป็นอาหารที่ผมไม่ชอบเช่นอาหารจำพวกเนื้อเต่า หรือเนื้อสุนัข...ตอนที่ผมยังเด็ก ผมอาศัยอยู่นอกเมือง และผมก็ได้เห็นสัตว์พวกนี้ถูกฆ่าอย่างไร้ความปราณี ผมไม่ได้พูดได้ว่านี่คืออาหารที่ผมเกลียด แต่มันคืออาหารที่ผมรู้สึกไม่สะดวกใจที่จะทานมันลงไปมากกว่า"



คุณไม่ได้รับประทานอกไก่ที่มีโปรตีนสูงเพื่อทำให้รูปร่างดีแบบนี้หรือคะ?

"ครับ ผมทานอกไก่ ปกติแล้วผมจะชอบทาน ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหนของวัน ผมมักจะเคลื่อนไหว และเต้นรำตลอดเวลา ดังนั้นพวกแคลอรี่ในร่างกายผมก็จะถูกเผาผลาญไปอย่างรวดเร็ว ผมไม่ใช่คนที่เรื่องมากเรื่องกิน ผมจึงมักจะทานอะไรก็ได้ที่อยู่ตรงหน้าผม"


คุณบอกว่าคุณเต้นรำและร้องเพลงตั้งแต่อยู่ปีสองของมัธยมต้น ชั้นจึงแน่ใจว่าพ่อแม่ของคุณคงไม่สบายใจแน่ ๆ

"ผมแน่ใจครับว่าพ่อแม่ทุกคนอยากจะให้ลูกของพวกเค้าเข้าไปเรียนในโรงเรียนดี ๆ และก็ได้งานดี ๆ ทำ ผมเป็นลูกผู้ชายคนเดียวของพ่อแม่ และผมก็มักจะออกไปเตร็ดเตร่อยู่นอกบ้านและก็โดนดุด่าอยู่เป็นประจำ ใช่แล้วครับผมทำให้พวกท่านกลุ้มใจมาก ๆ

มีอยู่ครั้งหนึ่ง พ่อของผมพาผมไปที่ภัตตาคารจีนแห่งหนึ่ง ท่านสั่งอาหารและก็สั่งเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์มา และท่านก็เทให้ผมแก้วนึง นั่นเป็นตอนที่ผมยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมเลยนะครับ ท่านพูดกับผมว่า "จากจิบแรกของเหล้าแก้วนี้ ต่อไปนี้ลูกจะได้รับอนุญาตให้ดื่มเหล้าได้ แต่ลูกจะต้องสัญญากับพ่อว่าลูกจะไม่ทำอะไรที่ไม่ดีหรือผิดศีลธรรม และจะไม่สูบบุหรี่ ถ้าลูกไม่สัญญาว่าลูกจะไม่ทำ
อะไรพวกนั้น พ่อจะไม่อนุญาตให้ลูกดื่ม พ่อจะไม่ว่ากล่าวอะไรลูกด้วยถ้าลูกกลับบ้านดึกหรือเมากลับมา มันช่างดีอะไรเช่นนั้น ตอนอายุเท่านั้น ผมรู้ว่าเพื่อน ๆ ของผมถูกพ่อของพวกเค้าจับได้ว่าดื่มเหล้าและก็โดนตี ดังนั้นผมก็เลยดื่มเหล้าแก้วที่พ่อส่งให้และก็สัญญากับพ่อว่าผมจะไม่ทำอะไรที่พ่อบอกไม่ให้ทำ หลังจากวันนั้น เมื่อเพื่อนรุ่นพี่ของผมส่งบุหรี่มาให้ผม ผมก็ไม่สูบ แต่ผมดื่มเหล้า และผมก็ไม่เคยทำอะไรที่ไม่ดี ผิดศีลธรรม หรือต้องทำให้คนอื่นเสียใจ"

ในฐานะของพ่อแม่ มันรู้สึกแย่ที่ได้ยินเค้าบอกว่าเค้าดื่มเหล้ามาตั้งแต่อายุน้อย ๆ ในสมัยมัธยมต้น

"มันอาจจะฟังดูแย่นะครับที่ผมพูดแบบนี้กับคุณ แต่ผมดื่มเครื่องดื่มผสมพวกนี้มามาก ผมคิดว่าสามารถดื่มได้ถึง 40 แก้วในคราวเดียว ทุกวันนี้ผมยุ่งมากจึงไม่ค่อยมีเวลาไปดื่มแต่ถ้าผมได้อยู่กับคนที่คุยกันถูกคอ ผมจะไปดื่มกับพวกเค้าประมาณสองเดือนครั้งครับ"


คุณคิดยังไงคะที่พ่อของคุณอนุญาตให้คุณดื่มเหล้าได้ตั้งแต่อายุยังน้อย?

"ผมคิดว่านั่นเป็นเพราะท่านเข้าใจเส้นทางที่ผมกำลังก้าวไปได้ดี ธุรกิจของพ่อผมประสบกับความล้มเหลว สำหรับครอบครัวของเราแล้ว การหาเงินให้พอกับค่าใช้จ่ายในแต่ละวันเป็นเป้าหมายใหญ่ และแม้ว่าผมจะอายุยังน้อย ผมก็เข้าใจดีว่าพ่อแม่ของผมกำลังลำบาก ในตอนนั้นผมคิดกับตัวเองว่า "เมื่อผมโตขึ้นผมจะต้องหาเงินให้ได้มากพอที่จะเลี้ยงดูพ่อแม่ของผมเพื่อที่ว่าพวกท่านจะได้ไม่ต้องกลุ้มใจกับการดำรงชีวิต และในอนาคตผมจะได้มีเงินมากพอสำหรับครอบครัวของตัวเอง เพื่อที่ว่าพวกเค้าจะได้ไม่ต้องกลัดกลุ้มเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ " โชคไม่ดีที่แม่ของผมเสียไปตั้งแต่ผมเรียนอยู่ปีสุดท้ายของมัธยมปลาย


คุณคงจะคิดถึงคุณแม่ของคุณบ่อย ๆ ซินะคะ?

ถึงตอนนี้ดวงตาของเค้าเริ่มกลายเป็นสีแดง ๆ แล้ว

"ตอนที่ผมยังเด็ก ผมเคยฝันที่อยากจะขึ้นเครื่องบิน ทุกวันนี้ผมต้องเดินทางโดยเครื่องบินบ่อยมากซึ่งทำให้บางครั้งผมเคยคิดว่าคงจะดีไม่น้อยถ้าผมสามารถพาแม่ของผมมาขึ้นเครื่องบินด้วยได้ ครอบครัวของผมไม่เคยมีบ้านเป็นของตัวเอง ดังนั้นเมื่อผมสามารถซื้อบ้านได้ แม่คือคนที่ผมคิดถึงมากที่สุด ถ้าแม่ของผมยังคงมีชีวิตอยู่ เธอคงจะไปป่าวประกาศให้เพื่อนบ้านได้รับรู้ว่า "ลูกชายของชั้นซื้อ
บ้านให้ชั้นด้วยล่ะ" แม่ของผมเจอแต่ความยากลำบากในตอนที่เธอมีชีวิตอยู่และก็เสียชีวิตไป"


ที่คุณได้รับการขนานนามว่าเป็น "ซุปเปอร์สตาร์ระดับโลก" นี่ คุณคิดว่าเป็นเพราะการแสดงคอนเสิร์ตที่นิวยอร์กเมื่อปลายปีที่แล้วใช่รึเปล่าคะ?

"คอนเสิร์ตที่นิวยอร์กเป็นเหตุผลนึงนะครับ ผมคิดว่าการที่ผมได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 100 ของผู้มีอิทธิพลที่สุดของโลกโดยนิตยสารไทม์ก็มีส่วนอย่างมากนะครับ แต่ผมคิดว่าคำเรียกว่า "ซุปเปอร์สตาร์ระดับโลก" ที่พวกสื่อมอบให้ผมเนี่ยะเพราะเค้าคิดว่าผมจะกลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ระดับโลกได้ แต่ผมก็ยังไม่ได้เป็น ดังนั้นการที่ถูกเรียกแบบนั้น ก็ทำให้ผมรู้สึกอายนะครับ

แต่หลังจากที่เค้ามอบตำแหน่งซุปเปอร์สตาร์ระดับโลกให้ผมแล้ว ผมก็มีเป้าหมายใหม่ในชีวิต ผมยังไม่ได้เข้าสู่ตลาดของอเมริกาอย่างเป็นทางการ เพราะผมยังไม่ได้ออกอัลบั้มใหม่หรือแสดงภาพยนตร์ที่นั่น แต่เมื่อใดที่ผมได้ทุ่มเทเต็มที่และได้รับผลลัพธ์ที่ดีในตลาดของอเมริกาแล้วล่ะก็ นั่นแหละผมจึงสมควรที่จะถูกเรียกได้ว่าเป็น ซุปเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่างแท้จริง และนั่นก็คือเป้าหมายในใจผม"


คุณคิดหรือไม่ว่าการเต้นรำและการร้องเพลงของคุณที่กำลังเป็นที่นิยมไปทั่วเอเชีย จะกลายเป็นที่นิยมในอเมริกาด้วย?

"ผมอยากจะเข้าสู่ตลาดของอเมริกาและแสดงให้พวกเค้าได้เห็นว่าศิลปินชาวเอเชียก็สามารถทำได้ดีเช่นเดียวกับศิลปินชาวอเมริกัน ผมอยากจะแสดงให้พวกเค้าเห็นว่าเอเชียเราก็มีวัฒนธรรมอันโดดเด่น คนที่มาพร้อมกับจิตใจมั่นคงและวัฒนธรรมจะดูน่าเกรงขามกว่าคนที่มาพร้อมมีดในมือนะครับผมอยากจะแสดงให้เห็นว่า อเมริกาก็สามารถยอมรับศิลปินชาวเอเชียเหมือนกัน

"ผมคิดกับตัวเองเสมอว่า ถึงผมจะต้องล้มเหลว ผมก็จะทำอย่างดีที่สุดเสมือนหนึ่งว่าผมได้ประสบความสำเร็จ" และอย่างเลวร้ายที่สุด ถ้าผมจะต้องล้มเหลวในการเข้าตลาดอเมริกา ผมก็จะไม่คิดว่านั่นคือการล้มเหลว ถ้ามีศิลปินคนใดมาเดินตามรอยผมในภายหลัง พวกเค้าจะได้เรียนรู้จากความล้มเหลวของผม จะได้มีโอกาสที่มากกว่าในอันที่จะประสบความสำเร็จ และนั่นก็หมายความว่าผมได้ประสบความสำเร็จในส่วนนั้นแล้ว

ถ้าคุณมองไปทั่วเอเชีย ผมไม่คิดว่าจะมีศิลปินที่มาร้องเพลงมากเหมือนศิลปินชาวเกาหลี บรรพบุรุษของพวกเราได้สร้างสรรค์ความพิเศษของเพลงโฟล์คซองเอาไว้อย่างหนึ่งซึ่งนั่นรวมถึงความพิเศษของวิธีการ "โค้งตัวลง"เพื่อร้องเพลง ดนตรีของรุ่นพ่อและแม่ผม เช่น Trot นั้น จะใช้ทักษะของการโค้งต้วลง การใช้วิธีพิเศษมากมายของชาวเกาหลีนี้ ทำให้การร้องเพลงอเมริกันสไตล์ R&B ได้ง่ายขึ้น ถ้าผมนำสิ่งทั้งหมดนี้ที่ผมได้เรียนมาในเกาหลี และเอาไปใช้ร่วมกับโปรดิวเซอร์ที่เยี่ยมที่สุดของอเมริกา เราก็จะสามารถทำงานร่วมกันเพื่อผลิตเพลงที่เป็นส่วนผสมของสองวัฒนธรรมที่ดีกว่าเดิมได้"


คุณไม่ต้องร้องเพลงภาษาอังกฤษในคอนเสิร์ตที่แสดงในต่างประเทศด้วยหรือคะ?

"ตอนที่ผมแสดงในต่างประเทศ ผมจะใช้ภาษาอังกฤษครึ่งหนึ่งและภาษาเกาหลีครึ่งหนึ่งครับ บางครั้งผมก็ร้องเพลงในภาษาจีนและญี่ปุ่นเหมือนกัน"


คุณมีความลำบากใจบ้างมั้ยในเรื่องการใช้ภาษา?

"ผมเคยคิดว่าผมควรจะตั้งใจเรียนภาษาต่างประเทศเช่น ภาษาอังกฤษ จีนและญี่ปุ่นมากกว่าที่จะไปตั้งใจเรียนในวิชาอื่นเช่น เลข ฯลฯ เพราะถ้าผมพูดภาษาต่างประเทศไม่ได้ มันจะเป็นการยากสำหรับผมที่จะไปประสบความสำเร็จในตลาดต่างประเทศเหล่านั้น นั่นเป็นเพราะผมจะต้องถูกสัมภาษณ์เป็นภาษาของพวกเขา และตอนนี้ผมก็กำลังคร่ำเคร่งกับการเรียนภาษาอังกฤษอยู่ครับ"


คุณเคยคิดมั้ยคะว่ามันคงจะง่ายกว่านี้มากถ้าคุณเกิดในประเทศสหรัฐอเมริกา?

"เอ่อ คุณไม่มีวันรู้หรอกนะครับว่าผมจะกลายเป็นใครถ้าผมเกิดในอเมริกา ผมอาจจะเกิดในฮาเร็มหรือผมอาจจะเกิดเป็นลูกชายของครอบครัวมหาเศรษฐี และนั่นผมก็คงจะไม่มีโอกาสที่จะมาประกอบอาชีพทางดนตรี ผมอาจจะไม่รู้ถึง
วิธีการเต้นแบบที่ผมเป็นอยู่ ผมมักจะขอบคุณเสมอที่ผมได้เกิดมามีชีวิตแบบที่ผมเป็นอยู่ในตอนนี้ เมื่อผมยังอายุน้อยกว่านี้ ผมมีความปรารถนาที่จะได้แจกลายเซนต์และได้ออกทีวีเพียงสักครั้ง แต่ตอนนี้ผมได้บรรลุความปรารถนา
ทั้งหมดนั่นแล้วนะครับ"


ชั้นได้ยินมาว่าก่อนที่คุณจะกลายมาเป็นคนมีชื่อเสียง คุณสอบตกการคัดเลือกมาถึง 12 ครั้ง?

" ทั้งหมด 18 ครั้งครับ"


ในการเข้าคัดเลือก คุณถูกวิจารณ์เรื่องหน้าตาของคุณ?

"ผมเริ่มเข้ารับการคัดเลือกตั้งแต่ตอนที่ผมเรียนอยู่ปีที่สองของมัธยมต้น ช่วงนั้นบริษัทบันเทิงส่วนใหญ่มักจะมองหาแต่คนที่มีรูปร่างหน้าตาโดยเจาะจงว่าต้องเป็นแบบนั้นๆๆ ในตอนนั้นคนหล่อ ๆ เช่น จางดองกอน เป็นคนที่โด่งดังมากนะครับ พวกเค้าบอกกับผมว่าผมมีใบหน้าและรูปร่างที่ดูเด็กเกินไป และนั่นเป็นคำวิจารณ์ที่ผมได้ยินมากที่สุด

พวกเค้ามักจะบอกให้ผมไปทำศัลยกรรมที่ดวงตา ผมมักจะไปที่คลีนิคศัลยกรรม แต่หมอก็จะบอกผมว่า "ทางที่ดี"

อย่าทำอะไรกับดวงหน้าของเธอจะดีกว่านะ"
ผมก็เลยต้องกลับบ้านอย่างผิดหวัง ดังนั้นผมก็เลยพยายามอย่างหนักที่จะเสริมสร้างร่างกายและใบหน้าให้กลายเป็นอย่างที่บริษัทพวกนั้นอยากได้ ผมเริ่มสร้างกล้ามเนื้อและลดไขมันบนใบหน้าของผม

แต่แล้วก็มีคนที่ผมรู้จักช่วยแนะนำปาร์ค จิน ยัง ให้ผมรู้จักตอนเรียนอยู่ปีที่สองของมัธยมปลาย และผมก็มีโอกาสได้มาเข้ารับการคัดเลือกกับปาร์ค จิน ยัง เค้าเป็นผู้ที่เปิดถนนสายใหม่ให้กับชีวิตของผมนะครับ


ถ้าคุณไม่ได้พบกับ JYP ตอนนี้เรนจะอยู่ที่ไหนเหรอคะ?

"อาจจะไม่มีคนชื่อ Rain นะครับ"

ชั้นไม่อาจจะบอกได้ทีเดียวว่าสิ่งที่เค้าพูดหมายถึงว่าไม่มีนักร้องที่ชื่อเรน ที่ตั้งชื่อโดย JYP หรือไม่มีตัวของเค้าเองที่เป็นดาราผู้โด่งดังอยู่


แต่คุณไม่คิดหรือคะว่าจะมีหนุ่มน้อยที่ชื่อว่า จองจีฮุน อยู่?

"ช่วงที่ผมไปรับการคัดเลือกกับ JYP นั้น ผมเหมือนกำลังยืนอยู่ที่ริมปากเหว ดังนั้นผมก็ไม่มีทางไปทางอื่นอีกแล้ว บิลค่ารักษาพยาบาลของแม่ผมก็ยังไม่ได้จ่ายผมไม่มีเงิน ไม่มีแม้แต่ค่ารถเมล์ และผมก็ยังมีน้องสาวอีกคนที่จะต้องดูแลด้วย มันเป็นสถานการณ์ที่ผมต้องทำอะไรก็ได้ และต้องทำทุกอย่าง ถ้าผมเป็นหนูมันก็คงเป็นสถานการณ์ที่ผมอาจจะต้องกัดแมวที่กำลังขวางทางผมอยู่เพื่อที่ผมจะได้หนีไปได้ ผมไม่มีที่ๆจะไปซ่อนตัวและไม่มีแม้ที่จะคุ้มหัว ถ้าผมไม่ทำอะไรซักอย่างแล้วล่ะก็ ผมก็คงจะต้องตกลงไปในเหว และผมก็จะต้องตาย

ในระหว่างการคัดเลือกตัว สิ่งทั้งหมดที่อยู่ในหัวของผมก็คือความจริงที่ว่าถ้าผมไม่ผ่านการคัดเลือกในวันนี้ ผมก็จะไม่มีที่ไป วันนั้นผมก็เลยเต้นไปร่วม ๆ ห้าชั่วโมง และนั่นก็คือเหตุผลว่าทำไมผมถึงได้รับการคัดเลือก"


ทำไม JYP ถึงเลือกคุณหรือคะ?

"เค้าบอกผมว่า เค้าเห็นความหิวโหยในดวงตาของผม และมากกว่าทักษะการเต้นของผม เค้าเห็นความต้องการของผม เค้าเห็นว่าถ้าผมไม่ผ่านการคัดเลือกในวันนั้น ผมก็จะต้องตาย เค้าบอกเรื่องนี้กับผมในภายหลัง ตอนที่ผมแสดง ผมมักจะมีแรงจูงใจหัวใจเสมอ"


ถ้าคุณไม่ได้รับการคัดเลือกในวันนั้น คุณมีทางเลือกอื่นอีกมั้ยคะ?

"ผมอาจจะไปรวมกลุ่มกับคนอื่นเพื่อแสดง ในชีวิตของผม การแสดง การร้องเพลง และการเต้นรำเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตของผมที่ทำให้ผมมีความสุข

ผมไม่คิดว่าจะมีอะไรอย่างอื่นที่ผมอยากทำ ในฐานะนักเต้นผมอยากจะให้คนมาดูผมเต้น ในฐานะนักแสดงผมอยากให้คนมาดูผมแสดง 'ผมทำได้ถึงขนาดนี้เลยนะ มาดูผมซิ และถ้าคุณทำได้ดีกว่านี้ ก็มาทำให้ดูหน่อย' และนั่นคือแรงจูงใจที่ผมมีอยู่"


คุณเคยอิจฉาเด็กคนอื่น ๆที่เรียนเก่งๆ ตอนที่คุณอยู่ในโรงเรียนมั้ยคะ?

"ผมอิจฉามากครับ พวกเค้ามักจะได้รับคำชมจากบรรดาคุณครูและไม่เคยทำให้พ่อแม่ของเขากังวลใจ แต่ตัวผมเองนั้น ไม่สามารถนั่งนิ่ง ๆ อยู่ที่เก้าอี้ได้นานกว่าหนึ่งชั่วโมงเลย ถ้าผมต้องนั่งนานขนาดนั้น ผมก็จะเริ่มมองกระจก ซ้อมเต้น ฟังเพลง หรือแม้แต่ขยับเขยื้อนร่างกายแล้ว ตอนที่ผมอ่านหนังสือสอบ ผมก็มักจะอ่านไปพร้อมกับเปิดเพลงฟังไปด้วย"


การที่คุณสอบเข้ามหาวิทยาลับ Kyung Hee (Post Modern Music Major) ได้เนี่ยะ เก่งทีเดียวนะคะ

"JYP บอกกับผมว่า ถ้าผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ เค้าจะไม่ปั้นผมให้เป็นนักร้อง พอเค้าบอกกับผมแบบนั้น ผมก็ทำอะไรไม่ถูกเลย มีเวลาเหลืออีกแค่ 102 วันเท่านั้นผมก็จะต้องไปเข้าสอบครั้งสำคัญที่จะตัดสินว่าผมจะเข้ามหาวิทยาลัยได้หรือไม่ ผมก็เลยไปที่ร้านหนังสือและซื้อหนังสือติวสอบที่หนาประมาณ 300 หน้ามาเล่มหนึ่ง ผมบอกกับตัวเองว่า 'เราสามารถอ่านหนังสือได้วันละ 3 หน้า'

จากวันนั้นเป็นต้นมา ผมก็จะอ่านหนังสือวันละ 3 หน้า ผมท่องจำทั้งคำถามและคำตอบ ผมจ้องหนังสือติวเล่มนั้นทั้งยามกิน ยามเดินไปตามถนน และตอนที่ผมฝึกซ้อมการเต้น และในวันที่ผมรู้สึกเหนื่อยจากการเต้น ผมก็จะนั่งอ่าน
หนังสือทั้งคืน และนั่นก็ทำให้ผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ในที่สุด"


ก่อนที่จะมามีชื่อเสียง ช่วงไหนของชีวิตของคุณที่ยากลำบากที่สุดหรือคะ?

"ถึงผมจะผ่านการคัดเลือก แต่นั่นก็ยังไม่ได้หมายความว่าผมจะได้เป็นนักร้องในทันที JYP ทำการทดสอบผมทุกอาทิตย์หลังจากนั้น ผมกังวลใจมากครับ ผมคิดเสมอว่า จะเป็นยังไงถ้ามีวันใดวันหนึ่งที่ JYP เดินเข้ามาและบอกผมให้เก็บกระเป๋าและไปซะ มีหลายครั้งหลายหนที่ผมอยากจะยอมแพ้ ผมเคยคิดถึงเรื่องนี้ถึงสองสามครั้ง แต่ผมก็ต้องต่อสู้กับตัวเองเพื่อที่จะเอาชนะมันให้ได้"


คุณมีแฟนผู้หญิงที่อายุมากกว่ามากมาย พวกเค้าเชื่องช้า ตรงไปตรงมามาก คุณรู้สึกอย่างไรบ้างคะ?

"แฟน ๆ ของผมที่เป็นวัยรุ่นมักจะขี้อายที่จะเข้ามาใกล้ ๆผม ส่วนแฟน ๆ ในวัยยี่สิบกว่า ๆ ก็แค่อยากได้ลายเซนต์ของผม แต่แฟน ๆ ในวัยสามสิบกว่า ๆ ถึงห้าสิบกว่า ๆ จะตีก้นผมและบอกให้ผมตั้งใจทำงาน ผมคิดว่าพวกเค้าเป็นผู้ที่คอยค้ำจุนผมอย่างเยี่ยมเลยนะครับ" (น้องพีตอบไม่ตรงคำถามวุ้ย เอิ๊กกส์)


รูปร่างของคุณที่แฟนๆ สาวๆ ที่แต่งงานแล้วชื่นชอบอย่างมากเนี่ยะ คุณเกิดมาเป็นแบบนี้เลยหรือเปล่าคะ?

"ตอนที่ผมอายุยังน้อย ผมอ่อนแอมากนะครับ ตอนที่ผมเรียนอยู่ชั้นประถม ผมเป็นคนนึงที่ชอบโดนรุมรังแก แต่แล้ววันนึงเมื่อผมรู้สึกว่าผมไม่อยากถูกรังแกอีกแล้ว ผมก็เลยไปเรียน คาราเต้ และเริ่มไป Health Club และพอเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ผมก็คิดว่าผมควรจะสร้างกล้ามเนื้อให้มากกว่านี้ ร่างกายของคุณเป็นสินทรัพย์ที่มีค่ามากนะครับ ดังนั้นคุณควรจะต้องมีสุขภาพดี และผมคิดว่าในอนาคตเมื่อผมได้ไปยืนอยู่ต่อหน้าผู้คน ผมก็ควรจะมีรูปร่างที่ผมสามารถอวดได้อย่างภาคภูมิใจ" (เห็นแล้วน้ำลายหกเลยอ่ะน้องพี )


ดูเหมือนว่าคุณจะทุ่มเทใส่ใจดูแลร่างกายของคุณมากเลยนะคะ แล้วคุณคิดว่าคุณใส่ใจดูแลจิตใจของตัวเองมากน้อยแค่ไหนคะ?

"อันดับแรก ผมเชื่อว่ามันคือการลงทุนในเรื่องของการศึกษาหาความรุ้ แต่ก่อนหน้านั้นผมไม่รู้ว่าทำไมผมต้องไปลงทุนในเรื่องนั้น แต่การศึกษาคือจุดเริ่มของทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต มันจะดีกว่ามากถ้าคุณรู้มากๆ และยิ่งคุณรู้มากเท่าไหร่ มันก็จะเป็นการง่ายที่คุณจะไปคุยถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้ ผมจะซื้อหนังสือพิมพ์มา แม้ว่าผมจะไม่ค่อยมีเวลาอ่าน แต่ผมก็พยายามที่จะอ่านมัน ซึ่งอันที่จริงแล้ว มันก็ไม่ค่อยสนุกนักหรอก ผมไม่รู้จริง ๆ ว่า การเมืองคืออะไร ดังนั้นมันก็เลยยากที่จะเข้าใจในสิ่งที่ผมกำลังอ่าน แต่ผมคิดว่าถ้าผมอ่านมันไปเรื่อย ๆ มันก็คงจะมีประโยชน์กับผมในทางใดทางหนึ่ง

และมันก็สำคัญมากที่จะต้องมีความรู้ว่าทำอย่างไรถึงจะไม่โดดเดี่ยวและไม่รู้สึกหดหู่ ผมได้ยินมาว่าในอเมริกา พวกศิลปินและนักกีฬามักจะต้องไปพบกับจิตแพทย์ แต่ผมไม่คิดว่าผมจะถึงขนาดที่ต้องไปพบจิตแพทย์ ในเวลานี้ผมมีผู้ารและรถมอเตอร์ไซค์ที่ช่วยทำให้สภาพจิตใจของผมเป็นปกติได้"


คุณก็เลยไปขี่มอเตอร์ไซค์เพื่อบรรเทาความเครียดหรือคะ?

"ก็แค่การขี่ไปใกล้ๆ เพื่อสูดอากาศนะครับ เวลาที่ผมเครียดมาก ๆ ผมและผู้จัดการจะไปเตะฟุตบอลหรือเล่นกีฬาอื่นๆ ด้วยกันครับ การเป็นคนที่มีเชื่อเสียงเนี่ยะ มันยากที่จะพูดถึงเรื่องส่วนตัวให้ใครฟัง ถ้าผมพูดอะไรซักอย่างที่ไม่ถูกต้องไปกับคนๆ หนึ่ง หรือไปบอกความลับกับอีกคนอื่น เรื่องมันก็อาจจะหลุดออกไปถึงคนข้างนอกและนั่นก็จะทำให้ผมอับอาย มันอาจจะไปเป็นข่าวพาดหัว
อยู่บนหนังสือพิมพ์ ดังนั้นพวกคนที่มีชื่อเสียงก็เลยต้องมีคนดีๆ สองสามคนที่พวกเค้าจะสามารถคุยเรื่องเหล่านั้นด้วยได้ และโชคดีที่ผมมีคนมากมายที่ผมไว้ใจได้ให้ผมพูดคุยด้วย"


ชั้นคิดว่าความคิดคุณดูโตกว่าอายุมากเลยค่ะ

"ผมได้อยู่ในวงการนี้โดยการสังเกตคนที่มีชื่อเสียงคนอื่น ๆ มาเป็นเวลาประมาณ10 ปีแล้วครับ มันมักจะมีความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อยๆ และความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อยเหล่านี้แหละที่จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ผมจะจดโน้ตในหลาย ๆ เรื่องและเมื่อยามที่ผมเบื่อ ๆ ผมก็จะนั่งอ่านโน้ตพวกนี้ นิสัยแบบนี้ทำให้ผมได้รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และเมื่อสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นผมก็จะหลีกเลี่ยงความผิดพลาดเหล่านั้นได้

แน่นอนว่าก็มีบ้างที่ผมอยากจะไปพบกับผู้หญิงและผมก็อยากจะทำอะไรที่มันอาจจะกลายเป็นปัญหาได้ ผู้คนมักจะอยากรู้อยากเห็น แต่เหตุผลที่ผมอดทนไม่ทำสิ่งเหล่านั้นก็เพราะว่าผมยังคงมีโอกาสที่จะได้ทำสิ่งเหล่านั้นเมื่อผมอายุเยอะขึ้น ตอนนี้ผมควรมุ่งมั่นอยู่กับสิ่งที่ผมอยากจะทำในงานของผมก็พอ"


งั้นมีความเป็นได้แค่ไหนคะ ที่คุณจะมีแฟนเมื่ออายุมากขึ้น?

"ผมเชื่อว่า ความรักไม่เกี่ยวกับเรื่องอายุนะครับ แม้แต่ในภาพยนตร์คุณก็จะเห็นว่าคุณยังคงมีแฟนได้แม้จะอายุมากแล้ว ในตอนนี้ผมก็แค่รักงานของผม เมื่อผมรู้สึกว่า 'เมื่องานของผมได้มาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว' นั่นแหละที่ผมจะมีแฟนได้"


ผู้หญิงแบบไหนคะที่คุณคิดว่าจะดึงดูดความสนใจของคุณ?

"ผู้หญิงในอุดมคติของผมก็คือผู้หญิงฉลาดครับ คุณอาจจะเบื่อความสวยงามที่คุณเห็นภายนอกในเวลาอันไม่นาน แน่นอนว่ามันคงเป็นการดีถ้าเธอผู้นั้นจะสวยด้วย แต่ไม่ว่าเธอจะสวยแค่ไหน รูปโฉมภายนอกก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญแล้วหลัง

จากผ่านพ้นไปสักสองสามเดือน ปีหนึ่ง หรือสองปี ผมได้เรียนรู้จากคุณพ่อของผมมากมาย และท่านก็บอกผมว่าการได้พบกับผู้หญิงที่ฉลาด ๆ เป็นสิ่งที่สำคัญกว่าการได้พบกับผู้หญิงที่มีแต่ความสวยงามเพียงแค่ภายนอก"

ในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ทำให้ชั้นเริ่มสับสนแล้วซิว่าใครอายุมากกว่ากัน ชั้นหรือหนุ่มเรน ชั้นไม่รู้จักเพลงที่เค้าร้องบนเวที หรือความยอดเยี่ยมของมัน แต่เมื่อชั้นได้คุยกับเค้าทำให้ชั้นตระหนักว่า มีหลายสิ่งหลายอย่างเหลือเกินที่ฉันสามารถเรียนรู้ได้จากเด็กหนุ่มผู้นี้


คุณไปร้องเพลงคาราโอเกะบ้างมั้ยคะ?

"แน่นอน ไปครับ"


คุณร้องเพลงของคุณเองรึเปล่าคะเวลาไปที่นั่น?

"ผมชอบร้องเพลงของรุ่นพี่ Jo Yong Pil "Come back Boo Sang Hang Ae" หรือเพลงของรุ่นพี่ Lee Seung Chul หรือไม่ก็เพลงของอเมริกัน ไม่มีทางหรอกครับที่ผมจะร้องเพลงของตัวเอง ผมต้องร้องเพลงของผมเป็นพัน ๆ ครั้งแล้วตอนที่บันทึกเทปของผมเอง...."
(นั่นจิ ไปคาราโอเกะก็ต้องร้องเพลงคนอื่นซิ จะมาร้องเพลงตัวเองทำไม คนเรามันก็มีเบื่อออออได้นะเฟร้ย )

จบแย้ว ยาวเหยียดเยย-_-!!


Credit : เพ่ใหม่ซก (Miki)OnlyRain_Pantip.TH
ป้าจุ๋ม
[ 06-05-2007 - 22:21:39 ]







ป้าจุ๋ม
[ 06-05-2007 - 22:24:08 ]







นอนหลับแล้วเหรอฝันดีนะจ๊ะ.....
ป้าจุ๋ม
[ 06-05-2007 - 22:27:24 ]







หวัดดีค่ะสาวๆๆ...... สบายดีกันทุกๆๆคนนะค่ะ...คิดถึงจังเลย...กลับบ้านกันเร็ว..."อาพี"นอนรอเราอยู่ที่บ้านแน่ะค่ะ...
plar
[ 07-05-2007 - 03:54:55 ]







ได้อ่านบทสัมภาษณ์ แล้วรักน้องเรนมากขึ้นเนอะ
รักเธอที่สุดเลย
ป้าจุ๋ม
[ 07-05-2007 - 10:47:26 ]







ใช่แล้วล่ะค่ะก้อ"อาพี"น่ารักยังงี้อะดิเราเลยร๊ากกกกกกกกกก...หมดใจเรย์ ฮ่า..ฮ่า..
ต้องสมัครเป็นสมาชิกและ login เข้าสู่ระบบก่อนถึงจะสามารถลงความเห็นได้

เว็บนี้มีการใช้งาน cookie
ยอมรับ
ไม่ยอมรับ